วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในการศึกษาวิจัยโรคไข้เลือดออกที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้
หยี ยิฏฐะสิริ และคณะ ศึกษาสถานการณ์และสภาพอาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ในเขตจังหวัดสตูล พบว่าไม่มีความแตกต่างของอุบัติการระหว่างเพศชายและเพศหญิง ช่วงอายุผู้ป่วยที่พบได้สูงสุดคือ 5-9 ปี และมีแนวโน้มที่จะพบในช่วงอายุ 10-14 ปีมากขึ้น เดือนมิถุนายนจะพบอุบัติการของโรคมากที่สุด
วิรัช ไชยศักดิ์ ได้ศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชน ในตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล พบว่า ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ ชมัยพร แสงแดงชาติ และคณะ ที่ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับสถิติกับพฤติกรรมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกของประชาชนในเขตตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ พบว่า ความรู้มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก

สุขสันติ์ มรรคาเขต และวุฑฒิเวช เจียระนัย ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการ
ป้องกันโรคไข้เลือดออก ของประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสตูล พบว่า เพศ อายุ ศาสนา
สถานภาพสมรส และการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการ ป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05 ) และพบว่า ความรู้มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .506, P < 0.01 )
ปราโมทย์ ทานอุทิศ ศึกษาการกระจายอุบัติการของโรคไข้เลือดออกและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรคไข้เลือดออก ในจังหวัดพัทลุง พบว่า 7การรับรู้ต่อโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคไข้เลือดออก พบว่าการรับรู้ต่อโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคไข้เลือดออก ของทั้งสองกลุ่มแล้วพบว่า กลุ่มศึกษามีคะแนนเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)
การรับรู้ต่อความรุนแรงของการเกิดโรคไข้เลือดออกของทั้งสองกลุ่มแล้วพบว่า ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ
ปัจจัยสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้าน พบว่าทั้งกลุ่มเปรียบเทียบและกลุ่มศึกษา จะมีน้ำขังนองและมีเศษวัสดุแตกทั่วไปหรือมีสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว เช่น กะลา โอ่ง ไห ยางรถยนต์ ฯลฯ ทิ้งไว้รอบ ๆ บ้าน (ซึ่งอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง) เมื่อทดสอบความแตกต่างพบว่าสภาพบริเวณรอบ ๆ บ้านของทั้ง 2 กลุ่ม ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ส่วนลักษณะการกักเก็บน้ำดื่มน้ำน้ำใช้ เมื่อทดสอบหาค่าความแตกต่างทางสถิติโดยใช้ Chi- square test พบว่า การกักเก็บน้ำดื่มน้ำใช้ จำแนกโดยการใช้น้ำและความครบถ้วนของการมีฝาปิดภาชนะที่กักเก็บน้ำของทั้งสองชุมชนไม่มีความแตกต่างของสถิติ
อมร ภารา , อมรรัตน์ ศรีใหม่ และอุมาพร ตระบันพฤกษ์ ศึกษาความเชื่อเกี่ยวโรคไข้เลือดออกของผู้ปกครองเด็กอายุ 5 – 14 ปี ในอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเชื่อเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ในแต่ละด้านถูกต้องอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านการรับรู้สาเหตุการเกิดและอาการ ด้านการรับรู้การดำเนินโรคด้านการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติตนเพื่อป้องกันรักษาสุขอนามัย และด้านการรับรู้ถึงอุปสรรคของการปฏิบัติตน และยังพบว่า อายุของผู้ปกครองเด็ก 5 – 14 ปี มีความสัมพันธ์กับความเชื่อเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 (p=0.009) ส่วนปัจจัยด้านอื่นๆไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กัน นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า โรคไข้เลือดออกเป็นได้ตลอดปีแต่เป็นมากฤดูร้อน และถ้าเป็นต้องมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง บางส่วนเชื่อว่ากลิ่นสารเคมีจากทรายอะเบทเป็นอันตรายต่อเด็กในครัวเรือน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง
คุณากร นอบไทย , สังวร นุ่มอุรา และอัสนีย์ อินใย ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชน อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ส่วนใหญ่เคยได้รับความรู้ เมื่อจำแนกตามแหล่งที่ได้รับความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก พบว่าได้รับความรู้จากเจ้าหน้าที่มากที่สุด และมีความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับสูง ด้านความเชื่อมีความเชื่อเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกที่มีผลสนับสนุนทำให้มีพฤติกรรมการป้องกันโรคที่ดี ความสัมพันธ์ เมื่อทดสอบทางสถิติ โดยเปรียบเทียบตามค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ที่เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกตามกลุ่มต่างๆในแต่ละปัจจัย ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ สถานภาพ รายได้ ระดับการศึกษา ไม่พบปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กันทางสถิติ (p0.05) และเมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างการพบลูกน้ำยุงลายกับระดับคะแนนความรู้ พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กันแต่ประการใด (p0.05) แต่ก็มีข้อสังเกตว่ายังพบลูกน้ำยุงลายสูงในกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับคะแนนความรู้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจจะเนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างมีจำนวนน้อยเกินไป
ชมัยพร แสงแดงชาติ , นุชจรีย์ ทรัพย์สอน และพจนา ถึกแปลก ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชนในเขตตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ เจตคติ พฤติกรรม ในการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกอยู่ในระดับปานกลางผลการศึกษาความสัมพันธ์ของข้อมูลสังคมประชากร ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา จำนวนสมาชิกในครัวเรือน จำนวนเด็ก 0 – 4 ปี สถานภาพความเกี่ยวข้องกับเด็ก และประสบการณ์การเจ็บป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกส่วนอาชีพและรายได้มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก การเคยได้รับข้อมูลข่าวสารมีความสัมพันธ์กับความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกมีความสัมพันธ์กับเจตคติเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก และพบว่าความรู้และเจตคติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สารบัญ